หลวงพ่อคูณ
หลวงพ่อคูณ
ขนาด : 9 นิ้ว
สถานที่ : วัดบ้านไร่ จ.นครราชสีมา
ราคา : 2,990.00 บาท 2,500.00 บาท
 
 
 

ประวัติหลวงพ่อคูณ  ปริสุทโธ"

ชาติภูมิ

      หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ  เป็นบุตรคุณพ่อบุญ คุณแม่ทองขาว ฉัตรพลกรัง เกิดที่บ้านไร่ หมู่ที่ 6 ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 ตุลาคม พ.ศ.2466 แรม 10 ค่ำ เดือน 10 ปีกุน ก่อนสว่าง มีพี่น้อง  7  คน หลวงพ่อคูณเป็นคนที่ 3 

ชีวิตวัยเด็ก

          อาหารจานโปรดของหลวงพ่อสมัยเด็ก คือปลาร้าต้มสุก มาละลายกับน้ำพริกที่ตำกับปลาสดต้มสุกขยำคลุกเคล้ากับข้าวสวยร้อนๆ  หรือใช้ผักจิ้มกับน้ำพริก

วิธีการต้มปลาร้า

          นำปลาร้ามาผสมกับน้ำพอประมาณไม่ให้ข้นหรือจางเกินไปถ้ามีปลาสดก็จะใส่ลงไป ทั้งตัว แล้วปรุงด้วยหัวตะไคร้ทุบ จำนวน       3 - 4 หัว ใบมะกรูดทั้งใบ จำนวน 4 - 5 ใบ พริกทั้งเม็ด จำนวน 4 - 5 เม็ด ต้มให้เปื่อย แล้วนำมาตำให้เข้ากัน

ชีวิตในวัยเยาว์

          หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ  ถือกำเนิดในตระกูลที่ยากจน บรรพบุรุษมีอาชีพหลักคือการทำนา ใน พ.ศ.2477 เมื่อหลวงพ่อมีอายุครบ 11 ขวบ โยมแม่ถึงแก่กรรม หลังจากนั้นโยมพ่อได้นำหลวงพ่อไปฝากเป็นศิษย์วัดบ้านไร่ เพื่อให้เรียนหนังสือกับพระสงฆ์ ครูที่สอนหลวงพ่อคูณ 3 รูป ล้วนเป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ทั้งหมด      โดยเฉพาะพระอาจารหลี สอนให้ท่องหนังสือวัดสอนภาษาไทย ภาษาขอม ทั้งเฆี่ยนทั้งตี จนหลวงพ่อกลัวมาก ทำให้ตั้งใจเรียนจนมีความรู้มาถึงปัจจุบัน

ออกจากวัดสู่ชีวิตชาวนา

          เมือหลวงพ่อคูณ เรียนหนังสืออยู่ที่วัด  มีอายุครบ 16 ปี ได้ออกจากวัดมาอยู่ในความอุปการะของน้าชายชื่อ โหม น้าสะใภ้ชื่อน้อย  ศิลปชัย ซึ่งมีอาชีพทำนา หลวงพ่อได้ช่วยน้าชายทำนาด้วยความขยันหมั่นเพียรฤดูทำนาต้องก้มหน้าทำนาตลอด วันติดต่อกันหลายชั่วโมง จะเงยหน้าดูท้องฟ้าเพื่อแก้ปวดเมื่อยเท่านั้น จนอยู่มาวันหนึ่งร่างกายหลวงพ่อปวดระบม ทั้งหลัง เอว แขน และขา สุดที่จะทนได้ หลวงพ่อเลยนอนทอดกายพาดบนคันนาเป็นเวลานาน นางน้อย (น้าสะใภ้)เห็นหลานนอนเช่นนั้น จึงพูดเชิงเปรียบเทียบว่า "คูณไม่ไหวหรือหลาน ถ้าไม่ไหวจริง ๆ ไปบวชเสียไป"  หลวงพ่อคูณได้ยินจึงตอบขึ้นว่า "น้าคอยดูเด้อ หากฉันได้บวชแล้ว ขอรับรองว่า ฉันจะไม่ยอมสึกเป็นอันขาด จะบวชจนตายเลยแหละ"

หลวงพ่อคูณ เป็นหมอเพลง (เพลงโคราช)

        สมัยหลวงพ่อคูณ อยู่ในวัยรุ่น อยากรู้อยากลอง เหมือนวัยรุ่นทั่วไป และอยากเป็นนักแสดงเพลงโคราช (ชาวโคราชเรียกหมอเพลง) เป็นศิลปพื้นเมืองของชาวโคราช แต่ครูเพลงในเขตอำเภอด่านขุนทดไม่มีหลวงพ่อคูณได้ชักชวนเพื่อนที่อยู่ในวัย เดียวกัน คือนายเล เพียมขุนทด ซึ่งทั้งหลวงพ่อคูณ และนายเล ต่างก็มีน้ำเสียงไพเราะก้องกังวาน บุคคลทั้งสองได้เดินทาง 5 วัน 5 คืน ไปสู่บ้านมะระ ต.ดอนชมพู       อ.โนนสูง จ.นครราชสีมา เข้ากราบฝากตัวเป็นศิษย์ของครูสน ซึ่งเป็นครูเพลงที่มีชื่อเสียง ลูกศิษย์ทั้งชายและหญิงของครูสนทุกคนต้องพักอยู่กินหลับนอนที่บ้านครูสนทั้ง หมด ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น แต่ระหว่างหัดเพลงต้องช่วยครูสนทำนา โดยไม่คิดค่าตอบแทนแรงงาน เวลาที่ใช้เรียน คนละ 2 - 3 ปี กว่าจะออกเล่น (แสดงได้) ขึ้นอยู่กับภูมิปัญญาของศิษย์แต่ละคน

ทางสองแพร่งแห่งชีวิต

        ในวัยรุ่นช่วงหนึ่งของหลวงพ่อคูณ คิดอยากเป็นนักเลง จึงคบค้าสมาคมนักเลงโตตามหมู่บ้านเพราะค่านิยมผิด ๆ ที่คิดว่าโก้เก๋ หากใครเป็นนักเลงหัวไม้ดื่มสุรา ลักขโมย เกะกะระรานผู้อื่นจะได้รับการยอมรับว่าเป็น "ผู้ยิ่งใหญ่"  ในสมัยนั้นเจ้าหน้าที่บ้านเมืองฝ่ายปกครองมีน้อยไม่มีการสื่อสาร ไม่มีถนน ไม่มีรถยนต์  เทคโนโลยีเหมือนทุกวันนี้ ผู้กระทำความผิดกฏหมายไม่ค่อยได้รับโทษ คือ ผู้ร้ายมักลอยนวลเย้ยกฏหมาย การลักขโมยสมัยนั้น คือ การลักขโมย วัว ควาย ที่ทุกครอบครัวนิยมเลี้ยงเป็นฝูง ไม่น้อยกว่า 50 - 200 ตัว ในการดูแลถ้า วัว ควาย ตัวใดเคราะห์ร้ายพลัดหลงในเวลาออกหากิน พวกนักเลงชุดดังกล่าวพบเข้าจะเข้าไปต้อนเข้าคอกที่จัดเตรียมไว้ แล้วใช้หอกแหลนหลาว แทงจนถึงแก่ความตาย เมื่อถึงเวลาพลบค่ำ จะพาไปชำแหละเนื้อหนังแบ่งบันตามสัดส่วน  แต่เดชะบุญหลวงพ่อ ไม่ได้ถลำตัวดังเช่นเพื่อนร่วมรุ่นคนอื่น จึงแสดงให้เห็นว่าในส่วนลึกของหลวงพ่อคูณมีจิตสำนึกที่ดีงาม สามารถแยกแยะความดี ความเลวได้อย่างถูกต้อง จึงสามารถรักษาตนได้รอดพ้นจากวัยอันตรายมาได้อย่างปลอดภัย  หลังจากนั้นหลวงพ่อคูณ จึงทราบได้อย่างถ่องแท้ว่า ชีวิตการครองเรือนอย่างฆราวาสวิสัย เป็นชีวิตที่สับสนวุ่นวาย เป็นชีวิตที่ยุ่งยากยุ่งเหยิงน่าเบื่อหน่าย

ชีวิตสมณะ

        เมื่อหลวงพ่อคูณอายุได้ 21 ปี เกิดมีจิศรัทธาที่จะบรรพชาอุปสมบทในบวรพุทธศาสนา ตามประเพณีเพื่อทดแทนพระคุณของ บิดา มารดา จึงบรรพชาอุปสมบท  ณ  พัทธสีมา วัดถนนหักใหญ่ ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 5 พ.ค.2487 เวลา 11.00 น. โดยมีพระครูวิจารยติกิจ (อดีตเจ้าอาวาสวัดถนนหักน้อย เจ้าคณะอำเภอด่านขุนทด)

ศึกษาวิชาวิปัสสนากัมมัฏฐานกับหลวงพ่อแดง

        เมื่อครองเพศสมณะในช่วงเริ่มแรก หลวงพ่อได้จำพรรษาอยู่ ณ วัดถนนหักใหญ่ โดยมีหลวงพ่อคง พุทธสโร เป็นเจ้าอาวาส    หลวงพ่อคูณได้ศึกษาวิชากับหลวงพ่อคง ได้ไม่นาน หลวงพ่อคงได้นำไปฝากให้เป็นศิษย์หลวงพ่อแดง วัดหนองโพธิ์ หลวงพ่อแดงมีชื่อสียงมากในด้านวิปัสสนากัมมัฏฐาน เรื่องญาณสมาธิ  หลวงพ่อแดงสอนว่า ”การทำสมาธิ” (เพ่งจิตให้นิ่งสงบเป็นหนึ่งเดียว)เมื่อจิตสงบจะเกิดญาณ (การหยั่งรู้) เมื่อมีญาณจะเกิดปัญญา (การรู้แจ้งเห็นจริง) "ผู้ใดฝึกสมาธิจนเกิดญาณก็จะได้ปัญญา ผู้นั้นก็จะใกล้นิพพาน (ดับสนิทไม่เกิดอีก)

วิชาอาคมไม่ใช่หนทางหลุดพ้น

       หลวงพ่อคง รู้สึกพอใจในการตั้งใจเรียนวิชาวิปัสสนากัมมัฏฐานของหลวงพ่อคูณมาก เพราะเท่าที่ผ่านมาศิษย์พระส่วนใหญ่มักจะขอเรียนวิชาอาคมกันแต่หลวงพ่อคงไม่ สนับสนุน ไม่ใช่หนทางหลุดพ้นแนะนำว่าการเรียนวิชาวิปัสสนากัมมัฏฐานจะรู้แจ้งเห็นจริง ได้ต้องหาวิเวก (สงบ) เจริญศีล (ข้อปฏิบัติ) ภาวนา (ปฏิบัติ) ให้จิตสงบยิ่งขึ้น พระสายวิปัสสนาควรถือธุดงควัตร (ข้อปฏิบัติในการอยู่ป่า) เป็นหลักและเพื่อเป็นการประกาศศาสนาให้คนทั่วไปได้ทราบด้วย

ธุดงค์

       หลวงพ่อคูณได้ออกธุดงค์เริ่มแรกกับหลวงพ่อคง หลวงพ่อคงได้สอนวิชาพุทธาคม และไสยเวทย์ (เรื่องอิทธิฤทธิ์ ฤทธิ์เดช) ควบคู่การเรียนวิชาวิปัสสนากัมมัฏฐาน  วิชา พุทธาคมที่หลวงพ่อคงสอนคือการฝังตะกรุด เมตตามหานิยมคงกระพันชาตรี แม้เรื่องนี้พระสายวิปัสสนากัมมัฏฐานควรหลีกเลี่ยง (เรื่องฤทธิ์เดชเป็นของเล่นไม่ควรยึดติด)  แต่หลวงพ่อคงมีเหตุอธิบายว่า "การกระทำใดที่ขัดกับหลักพุทธศาสนาและไม่มีในคำภีร์พระไตรปิฏก (คำสอน 3 เล่ม) หากเป็นการกระทำที่ช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นจากกรรม และเป็นประโยชน์สุขแก่สาธารณชนแล้วก็ปฏิบัติได้)

วัตรปฏิบัติของหลวงพ่อคูณ ในการเดินธุดงค์

  วัตรปฏิบัติ (ข้อปฏิบัติตามศีล) และข้อตกลงสำหรับพระที่ออกร่วมธุดงค์กับหลวงพ่อคูณ มี 4 ข้อ คือ                   

     1. ห้ามโดยสารรถโดยเด็ดขาด (เพราะได้อธิษฐานจิตก่อนออกธุดงค์แล้ว)

     2. ห้ามรับเงินจากญาติโยมโดยเด็ดขาด (เพราะระหว่างธุดงค์ ไม่มีการจับจ่ายใช้สอย ไม่มีการแสวงหาลาภสักการะ)   ต้องมีชีวิตอย่างพระคือ อยู่ง่าย ฉันง่าย บิณฑบาต มาพอได้ฉันมีชีวิตอยู่เท่านั้น

     3. ถ้าอยากกลับวัดก็กลับเลยห้ามชวนพระที่ธุดงค์ไปด้วย

     4.ถ้ามรณภาพตรงไหน ให้เผาตรงนั้น อย่านำศพกลับวัดโดยเด็ดขาด เพราะถือว่าได้อุทิศตนแล้ว

วิปัสสนากัมมัฏฐานเห็นอะไร

  มีผู้สงสัยถามหลวงพ่อเสมอ หลวงพ่อตอบว่า  “กูไม่เห็นอะไรดอกไอ้นาย ก็หลับตาจะเห็นอะไร ถ้าลืมตาจึงจะเห็นมึง กูเห็นมึงชัดเจนกว่ามึงดีหรือชั่ว มึงดำหรือขาวกูก็เห็น แต่เวลานั่งหลับตานั้นก็ทำจิตสงบนิ่งและสบาย ทำใจให้ผ่องใสแล้วจะเกิดปัญญา”

พรหมวิหารธรรมนำไปสู่ชัยชนะ

   การเดินธุดงค์ในป่าดงดิบ มักจะผจญกับสิ่งเร้นลับ โดยเฉพาะกับสิ่งนึกคิด ความวิตกกังวล ความหวั่นไหว ความสับสนต่าง ๆ นานาในจิตของตนท่ามกลางความเปล่าเปลี่ยววิเวกวังเวง ความมืด ความเงียบสงบ ที่ห่อหุ้มเสียงกู่ร้องคำรามโหยหวนของสัตว์ป่า อันน่าพรั่นพรึง แม้บางครั้งเส้นทางธุดงค์จะเสี่ยงภัยอันตรายแสนสาหัส พรานป่าหรือชาวบ้านไม่เดินกันแต่พระธุดงค์ก็ต้องเดิน  หลวงพ่อกล่าวว่าอาวุธที่พระพุทธองค์ทรงประทานให้สู้กับสิ่งเร้นลับดังกล่าว ข้างต้น คือพรหมวิหาร 4 ประการ (เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา)สัตว์ป่าที่ดุร้ายมันก็กลัวเราเหมือนกัน สำคัญที่จิตใจใครจะเข้มแข็งและมีสมาธิแน่วแน่กว่ากัน เมื่อจิตอยู่ในสมาธิแผ่เมตตาให้กับมัน ต่างฝ่ายก็จะแยกย้ายกันไป  หลวงพ่อย้ำว่า พระธุดงค์จะต้องครองศีลให้บริสุทธิ์ตัดอาสวะกิเลสทั้งปวง ปฏิบัติตนให้มีศีลมีธรรม อย่างเคร่งครัด เทวาอารักษ์ในป่าเขาจะช่วยคุ้มครอง ในการธุดงค์ไปรอดปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวง

เพิ่มพูนบารมีธรรม

    พุทธศักราช 2492 หลวงพ่อได้ถือธุดงค์เพื่อแสวงหาโมกธรรม แนวความคิด ประสบการณ์ คำแนะนำสั่งสอนแบบแปลก ๆ ใหม่ ๆ ของครูบาอาจารย์ ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย และประเทศบ้านใกล้เรือนเคียง ในการเดินธุดงค์ของหลวงพ่อ มีหลายสถานที่และหลายครั้ง ในแต่ละครั้งอาจจะธุดงค์รูปเดียวหรือมีสหธรรมมิก (พระร่วมธุดงค์)  ซึ่งขึ้นอยู่กับสถานการณ์ สหธรรมมิกที่หลวงพ่อกล่าวถึงเสมอ คือ หลวงพ่ออาน สน.ตจิต.โน แห่งวัดมหาโพธิ์ จ.ลพบุรี

สถานที่เคยธุดงค์

    หลวงพ่อได้ธุดงค์หลายสถานที่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เริ่มตั้งแต่ พ.ศ.2492 – 2512 ดังนี้

- ในแนวเขตภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เดินทางจากนครพนมสู่ประเทศลาว จำพรรษาที่ถ้ำเขาควาย และสีทันดร ประเทศกัมพูชา   

- จำพรรษาที่เมืองโพธิสัตว์ วัดบ้านไร่ วัดสระแก้ว จ.นครราชสีมา

- ในเขตภาคกลาง พ.ศ.2514 กรุงเทพฯ จำพรรษาที่วัดใหม่พิเรนทร์ วัดสิงหาราม จ.ลพบุรี

- ในเขตภาคใต้ พ.ศ.2520 จำพรรษาที่วัดสว่างอารมณ์ หาดราไวย์ อ.เมือง จ.ภูเก็ต

- ในเขตภาคเหนือ พ.ศ.2524 จำพรรษาที่วัด พันอ้น อ.เมือง จ.เชียงใหม่

- ในเขตภาคตะวันออก พ.ศ.2525 จำพรรษาที่วัดเขาถ้ำ อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี

คำสอนช่วงธุดงค์

  หลวงพ่อ ได้อบรมสั่งสอนจริยธรรมและการประกอบสัมมาชีพ โดยให้ญาติโยม พี่น้อง ลูกหลาน ปฏิบัติตามพุทธวจนะที่ว่า “ไม่ให้ยึด ไม่ให้ติด ให้ถือความสันโดษ ความมักน้อยเป็นสรณะ”

สนองคุณแผ่นดินเกิด

    หลวงพ่อ รับนิมนต์กลับแผ่นดินบ้านเกิดใน พ.ศ.2495 จิตสำนึกที่ยังผังแน่น นัยน์ตาแฝงไปด้วยความครุ่นคิด “ทำยังไงกูจะช่วยคนเหล่านี้ให้พ้นทุกข์ได้” มองปัญหาของชาวบ้านตั้งแต่จำความได้จนบัดนี้ตามคติที่ตั้งมั่นไว้ตลอดเวลา “กูเป็นพระต้องออกบิณฑบาตพระพุทธเจ้าท่านยังออกเป็นกิจวัตร กูจะนอกคอกไปได้อย่างไร มันเป็นกิจอันพึงกระทำของสงฆ์ เป็นการโปรดสัตว์ กูก็ได้บุญ ญาติโยมก็มีโอกาสทำบุญ พระที่ไม่บิณฑบาตถือว่าบกพร่องในหน้าที่” “พระต้องไม่ขอบิณฑบาตข้าวชาวบ้านฉันอย่างเดียว แต่จะต้องตอบสนองให้กับชาวบ้านอีกด้วย” แผ่นดินเกิดมีแต่ความแห้งแล้ง พี่น้องญาติโยมลูกหลานมีแต่ความยากจน วัดวาอาราม ศาลาก็ทรุดโทรม ลูก หลาน เหลน โหลน ที่เรียนก็ไม่มี ถึงหน้าแล้งน้ำในคลองก็แห้งขอด ขุดบ่อลงไปก็มีแต่น้ำเค็ม “น่าอดสูกูไม่ทำแล้วใครจะมาทำให้”

กูทนดูไม่ได้

    สิ่งแรกที่หลวงพ่อต้องทำคือ การดูแลวัดวาอาราม ที่สำคัญที่สุดของวัดคือ อุโบสถ ต่อมาคือการสร้างโรงเรียน ปี พ.ศ.2508    ความแห้งแล้วได้สะกิดความทรงจำ ความเจ็บช้ำจากการขาดแคลนน้ำอย่างแสนสาหัส นำความทุกข์มาสู่ชาวด่านขุนทด เป็นอย่างมาก หลวงพ่อเกิดความคิดว่า “ถ้ามัวรอเทวดาฝ่ายเดียวเห็นทีจะไม่รอด” จึงชักชวนลูกหลานศิษย์ยานุศิษย์ทั่วประเทศร่วมทำบุญกับหลวงพ่อเพื่อสร้าง แหล่งน้ำถาวรใช้สอยให้เพียงพอให้ได้

 “กูจะขุดสระให้ใหญ่ ที่ดินวัดกว้างขวางพอจะทำได้ กูจะสร้างทั้ง ๆ ที่ไม่มีเงินนี่แหละ ก็ขุดมันเองเดี๋ยวก็คงจะเสร็จสักวัน กูจะทำให้ชาวบ้านเพื่อตอบแทนข้าวน้ำที่เขาให้กูกินทุกวัน” ดังนั้น ปี พ.ศ.2509 ก็เกิดสระน้ำขนาด 35 ไร่ 3 งาน 92 ตารางวา ขึ้นที่วัดบ้านไร่

 

ทานบารมีเริ่มแผ่ไพศาล

    หลวงพ่อ ได้เล่าว่าได้พูดคุยสนทนาแนวความคิดในการบริจาคหรือให้ทานกับพระเถระผู้ใหญ่ รูปหนึ่งว่าอยากหาเงินสร้างศาสนาสถาน สร้างโบสถ์ สร้างศาลา พระเถระรูปนั้นกล่าวกับหลวงพ่อว่า “บารมีหลวงพ่อคูณมีพอเพียงแล้ว จะทำอะไรก็สำเร็จ”

กลับสู่มาตุภูมิอีกครั้งหนึ่ง

    หลังจากหลวงพ่อออกจากวัดบ้านไร่ ซึ่งเป็นภูมิลำเนาไปสร้างสมบุญบารมี หาความรู้ ประสบการณ์ เริ่มตั้งแต่ พ.ศ.2512 เป็นเวลา 16 ปี หลวงพ่อไปอยู่ทั้งในถ้ำ เหว ป่าดงพงไพร ถิ่นทุรกันดาร ในเมืองถิ่นที่เจริญ ญาติพี่น้องพุทธศาสนิกชนชาวด่านขุนทด มีความคิดเห็นตรงกันว่า น่าจะไปนิมนต์หลวงพ่อกลับสู่มาตุภูมิ มาอยู่บ้านเกิดเมืองนอนให้ญาติโยมลูกหลานได้มีโอกาสร่วมทำบุญกับหลวงพ่อ  เมื่อหลวงพ่อพิจารณาดูแล้วได้มีจิตเมตตารับปากและตกลงว่าจะกลับมาอยู่ประจำ ณ วัดบ้านไร่ เพื่อทำหน้าที่แสดงความกตัญญูต่อถิ่นกำเนิด ได้ตั้งหลักในการเผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อเป็นเสาหลักในการดำรงบวรพระพุทธศาสนาให้เจริญมั่นคงสืบไป (หลวงพ่อจึงกลับมาจำพรรษาและอยู่ที่วัดบ้านไร่ ตั้งแต่วันที่ 10 พ.ย.2538 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน)
 

เอกลักณ์ของหลวงพ่อ

จริยา วัตรเฉพาะตัวของหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ ที่เป็นเอกลักณ์ของท่านนั้นมีหลายประการ ลักษณะที่หลวงพ่อแสดงออกมา มีเหตุ มีผล มีคำตอบอยู่ในตัว

การพูดมึง-กู

  “กู” “มึง” เป็นภาษาไทยตั้งเดิมตั้งแต่สมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช กาลต่อมามีการพัฒนาด้านภาษา คำว่า มึง กู ไม่นิยมและถือเป็นคำไม่สุภาพ หลวงพ่อให้เหตุผลว่า

   “กูแสดงให้รู้ว่า กูมีความจริงใจ แสดงความเป็นกันเองรักใคร่ ไม่ต้องมีพิธีรีตอง ตรงไปตรงมา “คำว่าไอ้นาย” หมายถึงกูรักกูเอ็นดูเหมือนลูกหลาน ไม่เกี่ยวกับยศฐาบรรดาศักดิ์ใด ๆ “ แต่กรณีที่พูดกับบุคคลที่มีอายุมากกว่า หลวงพ่อจะใช้คำว่า “อาตมา” และโยมแทนคำพูดเสมอ”

การนั่งยอง ยอง

  คนสมัยก่อนโดยเฉพาะคนชนบทชอบนั่งยอง ยอง เนื่องจากไม่มีเก้าอี้ ไม่มีที่นั่งไม่มีเบาะ จริยาวัตรนี้ หลวงพ่อปฏิบัติมาแต่เยาว์วัยจนเคยชิน และถนัดที่จะนั่งเช่นนี้จนป็นปกตินิสัย หลวงพ่อบอกว่า “การนั่งยอง ยอง มันคล่องตัว จะนั่งเดินก็สะดวก กูนั่งมาจนชินรู้สึกสบายดี”

การรับบริจาคปัจจัยเพียงใบเดียว

  เมื่อมีผู้ถวายปัจจัยครั้งละหลายใบ หลวงพ่อจะรับเพียงใบเดียวและเป็นใบที่มีมูลค่าน้อยที่สุด แต่ถ้าถวายใบเดียวหลวงพ่อจะจับปัจจัยแล้วคืนให้ หลวงพ่อให้เหตุผลว่า “กูให้มึงรู้จักพอ อย่าโลภมาก รู้จักเอาชนะใจตนเอง”

การฝังตะกรุด

  หลวงพ่อ บอกว่า การประกอบพิธีกรรมฝังตะกรุดทองคำ กระทำในวันเสาร์ ตะกรุดทองคำทำจากทองคำสวิสฯ บริสุทธิ์ 99 % ขนาด 10x8 มิลลิเมตร ม้วนเล็ก ๆ สอดใต้ผิวหนังบริเวณต้นแขนด้านใน โดยดึงหนังออกมาแล้วใช้เหลักแหลมคมสะอาดผ่านการฆ่าเชื้อตอกบริเวณนั้น ตะกรุดถือเป็นวัตถุมงคล เป็นเพียงเครื่องยึดเหนี่ยวทางจิตใจให้มั่นคง

ข้อห้ามสำหรับผู้มาฝังตะกรุด

  หลวงพ่อให้เหตุผลว่า “กูให้มันมีที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ มีความมั่นใจในตนเอง ที่สำคัญกูจะฝึกให้มันรู้จักการอดทน รู้จักความซื่อสัตย์ ไม่ประพฤติชั่ว ประพฤติผิดทางเพศ ไม่พูดเท็จ ไม่พูดคำหยาบ ไม่ด่าผู้อื่น เป็นคนดี เป็นคนมีระเบียบวินัย สงบเสงี่ยม”

การเหยียบเอกสาร

  เกิดในช่วงเศรษฐกิจเฟื่องฟู พ.ศ.2530 มีการซื้อขายเกี่ยวกับธุรกิจที่ดิน  ผู้ขายขอความเมตตาให้หลวงพ่อเหยียบเอกสารต่าง ๆ โดยตั้งความหวังว่าจะทำให้ขายได้ราคาดี ขายคล่อง ทำให้เจ้าของมีกำลังใจขึ้น เมื่อมีความหวังก็จะเกิดความสุข

การเคาะหัว

  หลวงพ่อ เคาะหัวเพื่อเป็นศิริมงคลและอธิษฐาน ให้ไม่เจ็บป่วยด้วยโรคต่าง ๆ หลวงพ่อให้เหตุผลว่า “ก่อนจะเคาะจะต้องใช้สมาธิ กำหนดจิต และอธิษฐานว่า สจจจ* สจจจ* อธิฏามิ”

การตีหลัง

  ผู้ที่มีโรคภัยต่าง ๆ ไม่ว่าปวดหลัง ปวดเอว ปวดหัว อัมพาต อัมพฤกษ์ และโรคอื่น ๆ จะขอความเมตตาให้หลวงพ่อตี ณ จุดที่เจ็บปวด เพื่อให้สบายใจและมั่นใจ มีกำลังใจ ไม่วิตกกังวล จิตใจแจ่มใส สุขภาพจิตดี ร่างกายสดใส ปราศจากโรคภัย ทำสิ่งใดก็จะทำได้ดีมีความราบรื่น

การเป่ากระหม่อม

  ให้หลวงพ่อเป่ากระหม่อม เชื่อกันว่าทำให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้า เลื่อนยศ ตำแหน่ง หรือชนะการแข่งขัน สอบ  หลวงพ่อจะเป่ากระหม่อมอวยพรเพื่อเป็นศิริมงคล 

ก้นบุหรี่

  ค่านิยมสังคมไทยชนบทสมัยก่อน ชายวัยรุ่นส่วนใหญ่จะสูบบุหรี่พื้นบ้านที่ทำปลูกเองนำมามวนกับใบตองแห้งแล้ว สูบหลวงพ่อสูบ  ตามกระแสสังคมตั้งแต่วัยรุ่น การสูบบุหรี่มวนโตจนเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ก้นบุหรี่ที่เหลือลูกศิษย์ขอหลวงพ่อไปเพื่อเป็นศิริมงคล    (หลวงพ่อบอกว่าขณะสูบ จะกำหนดจิตจนกว่าจะหมดมวน แต่ปัจจุบันหลวงพ่อเลิกสูบบุหรี่แล้ว ตั้งแต่ พ.ศ..2541)

ในวันที่ 4 ตุลาคม ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันเกิด พระเทพวิทยาคม ( หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ ) ซึ่งในปีนี้จะมีการจัดงานแสดงมุทิตาสักการะ พระเทพวิทยาคม เนื่องในโอกาสอายุครบ 81 ปี ในวันที่ 3 – 4 ตุลาคม พ.ศ.2547 ณ วัดบ้านไร่ ตำบลกุดพิมาน อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา จะมีคณะศิษยานุศิษย์ และประชาชนผู้เลื่อมใสศรัทธาเดินทางมากราบนมัสการและร่วมงานเป็นจำนวนมาก และในวันดังกล่าวจะมีการแสดงมหรสพสมโภช การประกอบพิธีทางศาสนา การจัดพิธีประดิษฐานรูปเหมือนหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ พิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคล หลวงพ่อจะมีการบริจาคเงินเพื่อทำประโยชน์ จำนวน หลายล้านบาท การทำบุญบริจาคทานของลูกศิษย์ กิจกรรมรวมพลังสร้างสุขภาพ รวมทั้งมีบุคคลสำคัญ รัฐมนตรี นักการเมือง ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ เดินทางมากราบนมัสการและร่วมปฏิบัติภารกิจเป็นจำนวนมาก

 

บ้านหุ่นขี้ผึ้ง
รับปั้นหุ่นขี้ผึ้ง ด้วยทีมงานคุณภาพกับราคาที่ย่อมเยาว์

สนใจสอบถามรายละเอียด
หรือต้องการจองพระ   
ติดต่อ คุณเอก ได้ที่เบอร์ 08-9215-8552
หรือที่ email : hunkeephung@hotmail.com

 

 

เขียนข้อคิดเห็น

ชื่อของคุณ:


ความคิดเห็น: หมายเหตุ: ไม่รองรับข้อความที่มีรูปแบบ เช่น HTML!

ให้คะแนน: แย่            ดี

พิมพ์รหัสป้องกันสแปม: